Natalie June 12, 2021

นักวิจัยบางคนมองว่า การที่มีการแพร่ระบาดของ Covid-19 ทำให้ การต่อสู้กับเชื้อ HIV (human immunodeficiency virus) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อโรคเอดส์นั้น ช้าลง ซึ่งมีการตั้งเป้าว่าจะทำให้เชื้อนี้หายไปจากโรคหรือรักษาให้หายขาดได้ภายในปี 2030 และอาจทำให้งานวิจัยต่างๆถูกเลื่อนออกไปอีก 10 ปี

ทั้งหมดนี้เป็นผลเนื่องมาจากการทุ่มงานวิจัยทั้งหมดในโลก ไปในการรักษาผู้ป่วย และ วัคซีนโควิด 19 นั่นเอง


ยารักษาโรคเอดส์ ก่อนปี 2019

ก่อนการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในปี 2019 เริ่มมีการพัฒนาและวิจัยยา และวัคซีน ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคเอดส์ ซึ่งหลายฝ่ายเริ่มเห็นแสงไฟที่ปลายอุโมงค์แล้ว รวมถึงมีการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรค STD (Sexual Transmitted Diseases) ตัวอื่นๆด้วย

มีผลทดสอบแลปลดลงกว่าก่อน

แม้ว่า Covid-19 จะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญที่ทำให้การแพร่เชื้อของ HIV ลดลง ยกตัวอย่างในสหรัฐอเมริกา ที่มีผลการทดสอบเชื้อ HIV จากผู้ป่วย ลดลงจากเดิม 670,000 เคส ในปี 2019 ซึ่งมีเคสผู้ติดเชื้อน้อยลงกว่าเดิม 4,900 เคสด้วยกัน

เหตุผลที่พบผู้ติดเชื้อ HIV น้อยลง

แม้เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา แต่คาดว่าแลปทั่วโลกอาจเจอปัญหาเดียวกัน เนื่องจากแลปต่างๆ มีการถูกเปลี่ยนความสำคัญในการทดสอบเชื้อจาก HIV มาเป็น Covid-19 แทน และจากการจ่ายยารักษา HIV ถูกเบียดบังเป็นการจ่ายยารักษา โควิด ตามอาการ

อย่างไรก็ดีเหตุผลอื่นๆ ที่เป็นไปได้นั่นก็คือการลดลงของการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างโควิด ซึ่งมีงานศึกษาเกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ ในช่วงโควิด พบว่าผู้ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อ HIV มีเพศสัมพันธ์ หรือ มีกิจกรรมทางเพศลงลงกว่าเดิมมาก เนื่องด้วยสถานการณ์ และ เรื่องการทำงานจากที่บ้าน


โอนถ่ายบุคคลากรไปวิจัย Covid แทน

ภาพจาก CDC.gov

หากเปรียบเทียบชาร์ตของการติดเชื้อ HIV ตั้งแต่ปี 2015 นั้น อัตราการติดเชื้อถูกเริ่มต้นที่ 37,800 ราย ในสหรัฐอเมริกา จนมาถึงปี 2019 ที่ 34,800 ราย โดยมีการตั้งเป้าไว้ที่ 3,000 รายในปี 2030 ซึ่งจะเห็นได้ว่า ตัวเลขลดลงกว่าเดิมมาก และมีความพยายามที่จะลดอัตราการติดเชื้ออย่างสิ้นเชิง

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า การที่มีบุคคลากรทางการแพทย์ รวมถึงงานวิจัยต่างๆ จะถูกหยุดชั่วคราว เพื่อถ่ายกำลังไปให้งานวิจัยเกี่ยวกับ Covid-19 ที่ยังคงเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ใน  2 ปีที่ผ่านมา

กรุงเทพคาดการณ์ มีผู้ติดเชื้อ เอชไอวี ราว 80,000 คนในปี 2564

Chart จาก Bangkok.go.th ที่ http://www.bangkok.go.th/upload/user/00000150/download/statistics/sentinel_2561.pdf

ย้อนดูข้อมูลของการติดเชื้อเอชไอวี ในปี 2561 ที่ผ่ามาพบว่า ผู้ที่ติดเชื้อมักจะเป็นผู้ใช้สารเสพติด ที่ต้องมีการใช้เข็มร่วมกัน รองลงคือหญิงตั้งครรภ์ และ ผู้บริจาคโลกิต ซึ่งจากสถิติของ Bangkok.go.th มีข้อมูลว่า ผู้ที่ติดเชื้อมีมากถึง 36,854 ราย ในปี 2527-2550 และหลังจากนั้น มีความรุนแรงลดน้อยลงเรื่อยๆ

โดยช่วงอายุที่มีการติดเชื้อมากที่สุดคือ 30-34 ปี | 35-39 ปี | และ 25-29 ปี ตามลำดับ และสำหรับสถานการณ์ ปัจจุบัน ข้อมูลปี 2562 พบว่า มีผู้ติดเชื้อที่ยังมีชีวิตอยู่ 470,000 คน โดยมีการรับยาต้านไวรัส 375,000 คน และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งปี 5,400 คน (อ้างอิง hivhub.ddc.moph.go.th ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2564)

คนไทยป้องกันตัวเองมากขึ้นจาก HIV

ข้อมูลจาก Bangkok.go.th

อ้างอิง เอกสารสถานการณ์ติดเชื้อ HIV ในพื้นที่กรุงเทพมหานครพบว่า แม้แต่หญิงขายบริการ ก็มีการใช้ถุงยางอนามัย แทบจะครบ 100% เลยทีเดียว ทำให้เชื่อว่าอีกไม่ช้าไม่นาน เมืองไทยอาจเป็นประเทศที่ปลอด HIV หรือมีอัตราการติดเชื้อ และเสียชีวิตน้อยที่สุดก็เป็นได้

แม้ว่ายังไม่มียารักษา HIV แต่ก็เช่นเดียวกันกับ Covid แต่ในปัจจุบัน เราเห็นว่า หญิงขายบริการ พนักงานให้บริการทางเพศ Sideline คู่นอนชั่วคราว มีการป้องกันที่ดีขึ้น โดยข้อมูลจากผลการสำรวจ สถาบันสุขภาพอาเซียน มหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า คนไทยมีการใช้ถุงยางสูงขึ้นกว่าเดิมมากเกิน 90% สำหรับคู่นอนที่ไม่ใช่คู่รักกัน ทำให้สบายใจได้ว่าอีกไม่นานเราจะเป็นประเทศที่ดีที่สุดหรือ HIV Free country ก็เป็นได้

Leave a comment.

Your email address will not be published. Required fields are marked*