Natalie August 2, 2021

นิ้วล็อค อันตรายที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน

โรคนิ้วล็อค ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับคนในยุคปัจจุบัน ซึ่งปัญหานี้มักจะเกิดขึ้นกับเพศหญิงมากกว่าเพศชาย แต่ก็ใช่ว่าเพศชายจะไม่สามารถเกิดอาการนี้ได้ เพราะหากคุณยังใช้งานนิ้วมือหนักและไม่ระวัง ก็มีเปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นโรคนี้ได้เท่า ๆ กัน

ซึ่งนิ้วล็อคเกิดขึ้นมาจากความปิดปกติของมือ ที่ไม่สามารถงอ เหยียด หรือขยับได้สุดแบบปกติ สามารถเกิดขึ้นได้เพียงแค่นิ้วเดียวหรือหลาย ๆ นิ้วพร้อมกันก็ได้ โดยภาวะความผิดปกตินี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่บริเวณฝ่ามือใกล้ ๆ โคนนิ้ว ที่เกิดการอักเสบ เอ็นบวม และส่งผลทำให้เกิดอาการดังกล่าวนั่นเอง

นิ้วล็อค อันตรายที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน
นิ้วล็อค อันตรายที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน

พฤติกรรมใดควรหลีกเลี่ยง หากไม่อยากเป็นนิ้วล็อค

ซึ่งโรคนิ้วล็อคที่มองดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่ใช่อาการอะไรร้ายแรง แต่คุณลองคิดดูว่าหากคุณกำลังใช้มีดคม ๆ หั่นเนื้อ กำลังถือของร้อนจัด หรือกำลังขับรถอยู่ แล้วเกิดอาการนิ้วล็อคแบบกะทันหันขึ้นมา ท้ายที่สุดผลลัพธ์ที่ตามมาคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่จริงไหม? เพราะฉะนั้นแล้ว หากไม่ต้องการให้นิ้วมือของคุณเกิดอาการผิดปกติ ก็จำเป็นจะต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรม ดังนี้

  • มักเกิดขึ้นกับบุคคลที่ต้องทำงานโดยการกำมือแน่น ๆ หรือใช้มือทำงานเป็นประจำ จนทำให้เกิดอาการอักเสบ เช่น ชาวสวน, พนักงานออฟฟิศที่ต้องพิมพ์งานติดต่อกัน, แม่บ้าน หรือนักกีฬาที่ต้องจับอุปกรณ์แบบแน่น ๆ ฯลฯ
  • คนที่เล่นมือถือบ่อย ๆ ผ่านการสัมผัสหน้าจอโทรศัพท์ แล้วเกิดการเกร็งนิ้วในการเล่น
  • ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวที่ก่อให้เกิดการอักเสบตรงบริเวณเนื้อเยื่อที่มือ เช่น โรคเกาต์, โรคเบาหวาน, โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคที่เกี่ยวกับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ เป็นต้น
พฤติกรรมใดควรหลีกเลี่ยง หากไม่อยากเป็นนิ้วล็อค
พฤติกรรมใดควรหลีกเลี่ยง หากไม่อยากเป็นนิ้วล็อค

ถึงแม้ว่าปัจจัยบางอย่างจะเป็นปัจจัยที่ยากต่อการหลีกเลี่ยง แต่ทั้งนี้ก็จำเป็นจะต้องปรับพฤติกรรมให้มีความพอดี เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นนิ้วล็อคในระยะที่อันตราย เช่น ไม่หิ้วของหนักเกินไป, ไม่ใช้คอมหรือโทรศัพท์มือถือด้วยเวลานาน ๆ (ให้มือได้ยืดเส้นยืดสายผ่อนคลายบ้าง) ไม่หักนิ้ว ดัดนิ้ว

ระยะความรุนแรงของอาการนิ้วล็อค และวิธีการรักษา

สำหรับระยะความรุนแรงของโรคนิ้วล็อค (อ้างอิง โรงพยาบาลรามาธิบดี) จะถูกแบ่งออกเป็น 4 ระยะ พร้อมด้วยวิธีการรักษาตามระยะที่เป็น ดังนี้

  • ระยะที่ 1 : เริ่มมีอาการปวดตรงบริเวณโคนนิ้วมือเมื่อขยับ แต่ยังไม่มีการสะดุดระหว่างการเคลื่อนนิ้ว
  • ระยะที่ 2 : มีอาการเพิ่มเติมจากระยะที่ 1 คือ เริ่มมีการสะดุดเมื่อขยับนิ้ว แต่ยังคงขยับได้อยู่
  • ระยะที่ 3 : นิ้วสะดุด ติดล็อค แต่ยังสามารถเหยียดออกเองได้แบบไม่ต้องใช้อีกมือแกะออก
  • ระยะที่ 4 : นิ้วติดกันจนไม่สามารถขยับได้ ต้องใช้อีกมือช่วยแกะออก
ระยะความรุนแรงของอาการนิ้วล็อค และวิธีการรักษา
ระยะความรุนแรงของอาการนิ้วล็อค และวิธีการรักษา

การรักอาการนิ้วล็อคระยะที่ 1 – 2

  • ส่วนใหญ่แพทย์มักจะเริ่มต้นด้วยการให้ยาแก้ปวด และสั่งพักการใช้งานนิ้วมือสักระยะหนึ่ง แต่หากมีอาการที่มีความเสี่ยงจะไปในขั้นต่อไป แพทย์อาจพิจารณาสั่งอุปกรณ์ดามนิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้นิ้วมือทำงานหนักจนเกินไป นอกจากนี้อาจใช้วิธีการรักษาด้วยเครื่องมือทางเวชศาสตร์เพื่อช่วยในการฟื้นฟู หรือใช้เลเซอร์ คลื่นกันกระแทก (extracorporeal shockwave) ที่ช่วยลดอาการปวดและอักเสบได้

การรักอาการนิ้วล็อคระยะที่ 3 – 4

  • แพทย์อาจมีการพิจารณาให้ใช้แผนการรักษาแบบการฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ หรืออาจมีการผ่าตัดปลอกหุ้มเอ็นที่หนาตัว ให้เปิดขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้เส้นเอ็นขยับได้คล่องตัวมากขึ้นนั่นเอง

โรคร้ายเป็นสิ่งใกล้ตัวที่ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ทางที่ดีเพื่อเป็นการป้องกัน การเลือกทำประกันสุขภาพเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะ เพราะนั่นนอกจากจะเป็นใบเบิกทางให้คุณได้การเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลดี ๆ แล้ว มันยังช่วยให้คุณลดค่าใช้จ่ายหรือแทบไม่ต้องจ่ายเงินเพื่อรักษาตัวเองอีกด้วย

Leave a comment.

Your email address will not be published. Required fields are marked*